15 ต.ค. 2559

หัวหน้าชุด ครูฝึก นศท.ชั้นปีที่ 4

ในปีการศึกษา 2559 ศฝ.นศท.มทบ.42  กำหนดให้ดำเนินการ ฝึก นศท.ชั้นปีที่ 4 และ 5
ในห้วงวันที่ 10 ต.ค.59 ถึง 21 ต.ค.59 เว้นวันเสาร์ - อาทิตย์  สรุปว่าฝึก ศึกษา เป็นเวลา 10 วัน
วันละ 8 ชม. เริ่มตั้งแต่ 08.00 - 1200 ในรอบเช้า  และ 1300 - 1700 ในรอบบ่าย

ปีการศึกษา 2559 ได้รับเกียรติ ให้เป็นหัวหน้าชุดครูฝึกชั้นปีที่ 4 อีกครั้งหนึ่ง
แปลความง่ายๆ ผมเป็นครูประจำชั้นอีกแล้ว
ในปีนี้ มี นศท.สมัครเข้ารับการฝึกในชั้นปีที่ 4 เยอะพอควร
นศท.ชาย 299 นาย
นศท.หญิง  152 นาย

ตามระเบียบของการฝึก/เรียน นศท.มีข้อกำหนดไว้เยอะแยะ  เช่น...

*นศท. มีคะแนนความประพฤติคนละ 100 คะแนน ใครที่ถูกตัดคะแนน เกิน 50 คะแนน 
ไม่มีสิทธิ์สอบภาคปฎิบัติและภาคทฤษฎี (เท่ากับ สอบตก)

*ผู้มีสิทธิเข้าสอบภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ จะต้องมีเวลารับการฝึก/เรียน ครบ 80 ชั่วโมง

*นศท.ขาดเรียน1ครั้ง (4 ชม.) ถูกตัดคะแนนความประพฤติ 15 คะแนน และถูกตัดเวลาเรียน 4 ชม.
ฉะนั้น ถ้าขาดเรียน 4 ครั้ง จะถูกตัดคะแนนความประพฤติ 60 คะแนน หมดสิทธิ์สอบ


ในห้วงเดือนตุลาคม สถาบันอุดมศึกษาส่วนใหญ่กำลังสอบกลางภาค จึงเกิดปัญหาขึ้นสำหรับ นศ.ที่ต้องเข้ารับการฝึก นศท.ด้วย 

นศท.ไม่มาฝึก ครูฝึกบอกว่าขาด ต้องตัดเวลาเรียน และตัดคะแนนความประพฤติ  (นศท.ร้อง จ๊ากก)
นศ.ไม่เข้าสอบกลางภาคตามเวลาที่กำหนด อาจารย์บอกว่า ไม่มีคะแนนในรายวิชานั้น  
ฉันจำเป็นต้องให้เธอตกแน่นอน  (นศ.ร้องจ๊ากกก)

วงจรชีวิต ของ นศ.+ ชีวิต นศท. วุ่ยวายดีแท้   ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของมหาลัย และ ศฝ.นศท.

ครูฝึก นศท. บอกว่า "ช่วงเช้า มาฝึก นศท.ก่อน แล้วช่วงบ่ายจะให้ลาไปสอบ ทำได้ไหม?"
อจ.ที่ ม.บอกว่า "ฉันมีเวลาให้เธอแค่ 0900-1100 เท่านั้น ตอนบ่ายฉันมีงานต้องทำอีกเยอะ"
นศ.บอกว่า "เวรกรรมมีจริงว่ะ มันมาชนกันแบบนี้ เป็นกรรมของกูจริงๆ"

ครูประเคียง เคยแนะนำว่า "อย่าปล่อยให้ชีวิตล่องลองไปตามโชคชะตา เราเป็นมนุษย์ที่มีอาระยธรรม 
เราต้องลิขิตชีวิตของเราเอง" 
นศท.บ่นว่า "มหาลัย กับ ศูนย์ฝึก เอาเวลาของชีวิตผมไปหมดแล้ว 
เหลือวินาทีไหนที่ผมจะลิขิตชีวิตตัวเองได้บ้างล่ะครับ" 

ครูประเคียง ขอแนะนำอย่างนี้นะ  "ต.ค.นี้ เราอาจจะลิขิตชีวิตตัวเองไม่ได้  ก็ปล่อยมันไป  
ไว้ปีหน้า ปี 60 หรือปี 61 ก็ได้ วางแผนซะตั้งแต่ต้นปีการศึกษาเลย " 
555 หมายความว่า ยอมสอบตก นศท.ซักปี  2 ปี  ชีวิตคงจะราบลื่นขึ้นนะ

นศท.กลุ่มนี้ จะมีความรู้สึกกังวล ห่วงหน้า พะวงหลัง ล้วนแล้วแต่เป็นเด็กเรียน 
แน่นอนเกรดผลการเรียนออกมาดีตลอด 

ยังมี นศท.อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่ง อจ.ที่มหาลัย ได้ดำเนินการสอบเก็บคะแนนเสร็จเรียบร้อยแล้ว 
เห็นเพื่อนๆขอลาจากการฝึก ไปสอบที่มหาลัย ครูฝึกก็อนุญาตโดยไม่ซักถามอะไรมากมาย  
สามารถออกจากศูนย์ฝึกได้ ไม่ต้องฝึก ไม่ต้องตากแดด ตากฝน แล้วเราจะทนตากแดดตากฝนไปเพื่ออะไร 
ความคิดบรรเจิดเกิดขึ้น  ลงมือเข้าสู่ขั้นตอนการปฏิบัติ

"ครูฝึกครับ อจ.ไลน์มาว่า ผมไม่ผ่าน 2 วิชาครับ ให้ผมไปสอบแก้บ่ายนี้ครับ"
"ครูครับ มหาลัยแจ้งในเฟสว่า ให้ผมไปกรอกเอกสาร กยศ.บ่ายนี้ครับ"
"ครูครับ ที่หอมีปัญหา อจ.ที่ควบคุมหอพักโทรมาว่าให้ไปเปิดหอพักเพื่อค้นหาอะไรสักอย่าง ตอนนี้ครับ"
"ฯลฯ"
ฉลาดหลักแหลมดีแท้  มีช่องว่างเพียงแค่นิดเดียว พวกเขา/เธอ สามารถเอาช้างทั้งโขลงผ่านไปได้อย่างสบาย
สรุปว่า จากจำนวน นศท.451 นาย 
ยอดเข้ารับการฝึกสูงสุด  339 นาย
ยอดต่ำสูด  223 นาย

มองในแง่ร้าย
- สิทธิ  อยากได้  แต่ หน้าที่  ไม่ทำ
- อยากเป็นเหมือนคนอื่น แต่ ไม่อยากเหนื่อยเท่าคนอื่น
- ความเสียสละ มีน้อย  ความเห็นแก่ตัว มากกว่า
- อ่อนแอ ไร้วินัย 

มองในแง่ดี
- รู้จักเอาตัวรอด ในสถานการณ์ที่ลำบาก
- เป็นไปตามหลักถนอมกำลัง ตามยุทธวิธีของทหาร
- รู้จักใช้เล่ห์เหลี่ยม แก้ปัญหาอุสรรค

ในฐานะครูประจำชั้น 
- รู้สึกผิดหวัง เมื่อเทียบกับเป้าหมายที่คาดไว้
- คงต้องสร้างจิตสำนึกต่อหน้าที่ และความรับผิดชอบให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น
- ศูนย์ฝึก กับมหาลัย ต้องประสานการปฏิบัติให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่
- คนทุกวัย สอนได้ เรียนรู้ได้ โดยผู้มีความรู้และประสบการณ์
- ผลประโยชน์ส่วนรวม ต้องมาก่อนเสมอ 
- กฎ ระเบียบ ที่ได้รับการยอมรับแล้ว จะต้องไม่อ่อนตัวเพื่อใครอีก

              ***






30 ส.ค. 2559

อยากเรียน นศท.ต้องทำไง คะ

ถาม.....  หนูเป็นนักเรียน ม.3 อยากเรียน นศท.มากเลยค่ะ ต้องทำอย่างไรบ้างคะ

ตอบ.....เอาตามนี้เลย

คุณสมบัติ

1 เพศชาย หรือหญิงก็ได้  อายุ 15 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 22 ปี
2 มีสัญชาติไทย
3 ต้องเป็นนักเรียน ระดับมัธยมปลาย (สายสามัญ หรือสายอาชีพ ก็ได้) และ สถานศึกษาที่เรียนต้องเป็น
"สถานศึกษาวิชาทหาร" ด้วยนะ  คำว่าสถานศึกษาวิชาทหาร หมายถึง รร./วิทยาลัย /มหาลัย /
หรือสถาบันการศึกษา ที่ได้รับอนุญาตจากกองทัพบก ให้เป็นสถานศึกษาวิชาทหาร
4 ต้องมีขนาดร่างกาย ดังต่อไปนี้
   4.1 ชาย  นน.ไม่น้อยกว่า 42 กก./ส่วนสูง ไม่น้อยกว่า 154 ซม.
   4.2 หญิง นน.ไม่น้อยกว่า 40 กก./ส่วนสูง ไม่น้อยกว่า 148 ซม.
5 ต้องได้รับความยินยอม จากบิดา หรือมารดา หรือผู้ปกครองตามกฎหมาย
6 มีความประพฤติเรียบร้อย รับรองโดยผู้บริหารสถานศึกษา
7 ผลการเรียนเฉลี่ย มัธยมต้น ไม่น้อยกว่า 1.00
8 ต้องผ่านการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ทั้ง 3 ท่า ได้แก่
    8.1 วิ่งระยะทาง 800 เมตร ผู้ชาย ไม่เกิน 3.15 นาที/ผู้หญิง ไม่เกิน 4.00 นาที
    8.2 ดันพื้น เวลา 2 นาที    ผู้ชาย  ไม่น้อยกว่า 22 ครั้ง/ผู้หญิง ไม่น้อยกว่า 15 ครั้ง
    8.3 ลุกนั่ง  เวลา 2 นาที    ผู้ชาย  ไม่น้อยกว่า 34 ครั้ง/ผู้หญิง ไม่น้อยกว่า 25 ครั้ง

เอกสารที่ใช้ในการสมัคร

    9.1 ใบสมัคร (รด.1)
    9.2 รูปถ่ายสีขนาด 3x4 ซม. 1 ใบ แต่งเครื่องแบบนักเรียน ไม่สวมหมวก ไม่สวมแว่นตา
    9.3 ใบแสดงผลการเรียน ปพ.1
    9.4 สำเนาทะเบียนบ้าน ผู้สมัคร /บิดา/มารดา  อย่างละ 1 ฉบับ
    9.5 สำเนาหลักฐาน การเปลี่ยนชื่อ/ชื่อสกุล (ถ้ามี)
    9.6 ใบรับรองแพทย์ที่มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์

ขั้นตอนการสมัคร
    1 นักเรียน/นักศึกษา ขอใบสมัคร จากสถานศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่
    2 กรอกใบสมัครให้ครบทุกช่อง ส่งให้ครู /อาจารย์ที่สถานศึกษา พร้อมเอกสารที่ใช้สมัคร
    3 ครู /อาจารย์ นำนักเรียนไปสมัคร ตามสถานที่ /วัน/เวลา ที่ ศูนย์การฝึก นศท.ได้นัดหมายไว้
    4 นักเรียนเข้าสถานีต่างๆ ตามกระบวนการรับสมัคร และทดสอบสมรรถภาพร่างกาย
    5 ประมาณ 1 สัปดาห์ ประกาศผลการคัดเลือก
 
                                                 

                                                                 ******

28 ส.ค. 2559

4G LTE คืออะไร

G ย่อมาจาก Generation แปลว่า ยุค หรือช่วงสมัย

ความเป็นมาของแต่ละยุค  เริ่มตั้งแต่ 1G เลยนะ

ยุค 1G (1st Generation) เป็นยุคที่ใช้ระบบอนาล็อก (Analog) คือใช้สัญญาณวิทยุ
ในการส่งคลื่นเสียง (Voice) โดยสามารถโทรออก-รับสายได้อย่างเดียว ไม่สามารถส่งผ่าน
ข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น (ผู้เขียนเกิดทันนะ ตอนนั้นยังเป็นเด็กนักเรียน) ในยุคนั้นผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ
ส่วนใหญ่มักเป็นบุคคลที่มีรายได้สูง

ยุค 2G (2nd Generation) เป็นยุคที่เปลี่ยนจากการส่งคลื่นวิทยุแบบอนาล็อก (Analog) 
มาเป็นการเข้ารหัสดิจิตอล (Digital) แทน โดยผู้ใช้สามารถใช้งานทางด้านข้อมูล
ก็คือสามารถส่งข้อความ SMS ได้นอกเหนือจากการโทรออก-รับสาย
รวมทั้งยังทำให้เกิดการบริการต่างๆ มากมาย เช่น การเปิดให้ดาวน์โหลด Ringtone, 
Wallpaper ซึ่งในยุคนี้ถือเป็นยุคเฟื่องฟูของโทรศัพท์มือถือ

ถัดมาได้มีการนำเทคโนโลยี GPRS (General Packet Radio Service) มาใช้
เพื่อเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อมูลให้มีการรับ-ส่งข้อมูลได้มากขึ้น
ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเช่น นอกจากส่งข้อความ SMS แล้ว
ยังสามารถส่ง MMS ได้อีกด้วย, เสียงเรียกเข้ามีการเพิ่มเสียงเป็นแบบ Polyphonic
และ True tone รวมทั้งเริ่มมีโทรศัพท์มือถือที่มีหน้าจอสี นอกจากหน้าจอขาว-ดำ
ซึ่งต่อมาได้มีการพัฒนาความเร็วในการส่งข้อมูลเพิ่มสูงขึ้น
โดยเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า EDGE (Enhanced Data rates for Global Evolution) 
ซึ่งจะมีความเร็วมากกว่า GPRS ประมาณ 3 เท่า ทำให้สามารถเข้าเว็ปไซด์
เล่นอินเตอร์เน็ตได้ แต่ความเร็วยังมีจำกัด และไม่สามารถรองรับไฟล์ที่มีขนาดใหญ่ได้
เทคโนโลยี GPRS และ EDGE ถูกนำมาใช้ในระบบมาตรฐานคลื่นความถี่ GSM
(Gobal System for Mobile Communication) 
(ขนาด 2G ก็มันส์แล้ว ตอนนั้นผู้เขียนเริ่มทำงานใหม่ มือถือมีให้ผ่อนด้วยนะ
เข้าทางเลย ถอนมา  1 เครื่อง ยี่ห้อโนเกีย)

ยุค 3G (3rd Generation) เทคโนโลยีการสื่อสารในยุคที่ 3 ซึ่งจะมีความโดดเด่น
ในเรื่องของความเร็วในการเชื่อมต่อและการรับ-ส่งข้อมูลโดยเน้นการเชื่อมต่อ
แบบไร้สายด้วยความเร็วสูง เพื่อรองรับการใช้งานกับอุปกรณ์สมัยใหม่
ที่ช่วยให้สามารถใช้งานด้านมัลติมีเดียได้อย่างสมบูรณ์แบบ
และสามารถส่งข้อมูลทั้งภาพและเสียงในระบบไร้สายด้วยความเร็วที่สูง
ยุค 3G สำหรับประเทศไทยได้นำเทคโนโลยี UMTS ( Universal Mobile 
Telecommunications System) มาใช้ ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายมาตรฐานใหม่
ที่ถูกพัฒนามาจากระบบมาตรฐานคลื่นความถี่ GSM ที่มีเทคโนโลยีหลักคือ W-CDMA
ต่อมาได้ถูกพัฒนาให้เป็นเทคโนโลยี HSPA+ ที่สามารถรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุดถึง 42 Mbps 


ยุค 4G หรือ (4th Generation) ถือได้ว่าเป็นยุคปัจจุบันสำหรับทั่วโลกยุค 4G
หรือ (4th Generation) ถือได้ว่าเป็นยุคปัจจุบันสำหรับทั่วโลก
รวมถึงในประเทศไทยที่พึ่งจะจบการประมูลคลื่นความถี่กันไปเป็นที่เรียบร้อย
และได้เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบแล้วในหลายๆพื้นที่

หลายๆ คนคงเคยได้ยินคำว่า 4G LTE และคงมีคำถามว่าแล้ว LTE คืออะไร
เกี่ยวข้องกับ 4G อย่างไร สำหรับ LTE นั้นย่อมาจาก Long Term Evolution 
เป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่ถูกนำมาทดลองใช้ในยุค 4G โดยเกิดจากความร่วมมือ
ของ 3GPP (3rd Generation Partnership Project) ที่มีการพัฒนาให้ LTE
มีความเร็วมากกว่ายุค 3G ถึง 10 เท่า โดยมีความสามารถในการส่งถ่ายข้อมูล
และมัลติมีเดียสตรีมมิ่งที่มีความเร็วอย่างน้อย 100 Mbps และมีความเร็วสูงสุดถึง 1 Gbps 
นอกจากเทคโนโลยี LTE แล้วยังมีอีก 2 เทคโนโลยีที่ถูกนำมาทดลองใช้เหมือนกัน
คือ UMB (Ultra Mobile Broadbrand) ที่พัฒนามาจากมาตรฐาน CDMA2000
ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในยุค 3G นั่นเองและ WiMax 
(Worldwide Interoperability for Microwave Access)
เป็นเทคโนโลยีบรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูง
โดยพัฒนามาจากมาตรฐาน IEEE 802.16 ซึ่งเป็นมาตราฐานเดียวกันกับ Wi-Fi
แต่มาตรฐาน Wimax สามารถส่งสัญญาณได้ไกลถึง 40 ไมล์ ด้วยความเร็ว 70 Mbps
และมีความเร็วสูงสุด 100 Mbps โดยปัจจุบันนี้มีเพียง 2 เทคโนยีที่ถูกนำมาใช้ในยุค 4G
คือ เทคโนโลยี LTE และ Wimax ซึ่งเกือบทุกประเทศทั่วโลกใช้เทคโนโลยี 4G LTE
แต่มีเพียงบางประเทศเท่านั้นที่ใช้เทคโนโลยี 4G Wimax
เช่น ประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน บังคลาเทศ เป็นต้น 

เทคโนโลยี 4G LTE ได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากกว่า 130 ประเทศทั่วโลก 
ทำให้สามารถใช้งานบนมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก รวมถึงเมืองไทยด้วย
สำหรับบ้านเรา หลายท่านคงได้สัมผัส 4G แบบแท้ๆและเต็มรูปแบบกันบ้างแล้ว 
(คงรู้แล้วซินะว่า เร็ว แรงทะลุนรกเป็นอย่างไร  555 ผมหมายถึงคนที่เผลอเปิดใช้ข้อมูล
โดยไม่ได้ตั้งใจ หรือไม่ได้สมัครแพ็คเก็จสำหรับเล่นเน็ตเอาไว้ 
เติมเงิน 100 บาท เพี่ยง ชม.เดียว 4G สูบเกลี้ยงเลย)

อีกนิดหนึ่ง สำหรับคนที่จะซื้อมือถือเครื่องใหม่ ช่วงนี้ 3 G กำลังจะจากลาไป เห็นหลายยี่ห้อ
ลดสนั่นเลย เพิ่มเงินอีกหน่อย เอา 4 G เลยครับ และไม่ต้องกังวลว่าจะซื้อ 4G ผิดรุ่น
เพราะที่วางขายในเมืองไทยเป็น 4G LTE ทั้งนั้นเลย 
ส่วนท่านที่ใช้ 3G อยู่และเครื่องก็ยังใช้ได้ดี  จงใช้ต่อไปเถอะครับ เพราะทราบใดที่ยังมีคนใช้
ผู้ให้บริการสัญญาณเขาไม่เลิกหรอกครับ อะไรที่ขายได้เขาก็ขายวันยันค่ำครับ

10 ส.ค. 2559

ระบบการศึกษา และ ระดับการศึกษา ของไทย

ตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 บัญญัติไว้ว่า...
ระบบการศึกษาของเมืองไทย แบ่งออกเป็น 3 ระบบ
-การศึกษาในระบบ 
-การศึกษานอกระบบ 
-การศึกษาตามอัธยาศัย 

(1) การศึกษาในระบบ เป็นการศึกษาที่กำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตรระยะเวลา

ของการศึกษา การวัดและการประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน
 
(2) การศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย 

รูปแบบวิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญ
ของการสำเร็จการศึกษา โดยเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหา
และความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม 

(3) การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ 

ความพร้อมและโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม 
หรือแหล่งความรู้อื่นๆ 

สถานศึกษาอาจจัดการศึกษาในรูปใดรูปแบบหนึ่งหรือทั้งสามรูปแบบก็ได้ ให้มีการเทียบโอน

ผลการเรียนที่ผู้เรียนสะสมไว้ในระหว่างรูปแบบเดียวกันหรือต่างรูปแบบได้ 
ไม่ว่าจะเป็นผลการเรียนจากสถานศึกษาเดียวกันหรือไม่ก็ตาม  รวมทั้งจากการเรียนรู้นอกระบบ
ตามอัธยาศัย การฝึกอาชีพ หรือจากประสบการณ์การทำงาน การสอน และจะส่งเสริมให้สถานศึกษา
จัดได้ทั้ง 3 รูปแบบ
 
การศึกษาในระบบมี 2 ระดับคือ 

-การศึกษาขั้นพื้นฐาน (ตั้งแต่ อนุบาล - ม.6,ปวช.)
-การศึกษาระดับอุดมศึกษา (ตั้งแต่ ปวส.,อนุปริญญา - ปริญญา)
 
1. การศึกษาขั้นพื้นฐานประกอบด้วย การศึกษาซึ่งจัดไม่น้อยกว่า 12 ปี ก่อนระดับอุดมศึกษา 

การศึกษาในระบบที่เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานแบ่งเป็น 3 ระดับ 
1.1 การศึกษาก่อนระดับประถมศึกษา เป็นการจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่มีอายุ 3 – 6 ปี 
1.2 การศึกษาระดับประถมศึกษา โดยปกติใช้เวลาเรียน 6 ปี 
1.3 การศึกษาระดับมัธยมศึกษา แบ่งเป็น 2 ระดับ ดังนี้ 
    1.3.1 การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยปกติใช้เวลาเรียน 3 ปี 
    1.3.2 การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยปกติใช้เวลาเรียน 3 ปี แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้

        1.3.2.1 ประเภทสามัญศึกษา เป็นการจัดการศึกษาเพื่อเป็นพื้นฐาน เพื่อการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา 
        1.3.2.2 ประเภทอาชีวศึกษา เป็นการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพ 

หรือ ศึกษาต่อในระดับอาชีพชั้นสูงต่อไป 

2.การศึกษาระดับอุดมศึกษาแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ 

    2.1 ระดับต่ำกว่าปริญญา
    2.2 ระดับปริญญา 
การใช้คำว่า "อุดมศึกษา" แทนคำว่า "การศึกษาระดับมหาวิทยาลัย" ก็เพื่อจะให้ครอบคลุมการศึกษา
ในระดับประกาศนียบัตรหรือ อนุปริญญา ที่เรียนภายหลังที่จบการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว 

ทั้งนี้การศึกษาภาคบังคับจำนวน 9 ปีโดยให้เด็กซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่ 7 เข้าเรียน
ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจนอายุย่าง เข้าปีที่ 16  เว้นแต่สอบได้ชั้นปีที่ 9 ของการศึกษาภาคบังคับ  
หลักเกณฑ์และวิธีการนับอายุให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง 

การศึกษาภาคบังคับนั้นต่างจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่บังคับให้ประชาชน

ต้องเข้าเรียน แต่เป็นสิทธิ์ของคนไทย ส่วนการศึกษาภาคบังคับเป็นการบังคับให้เข้าเรียน
ถือเป็นหน้าที่ของพลเมือง ตามมาตรา 69 ของรัฐธรรมนูญ 

สรุปให้เห็นภาพอย่างชัดเจนได้ดังนี้

1 การศึกษาของไทยมี 3 ระบบ คือ -การศึกษาในระบบ ,การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย 
2 การศึกษาในระบบ แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ การศึกษาขั้นพื้นฐาน  และการศึกษาระดับอุดมศึกษา
การศึกษาขั้นพื้นฐาน แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับก่อนประถม,ประถม และมัธยม
มัธยม แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย
มัธยมศึกษาตอนปลาย แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ สามัญ และอาชีวศึกษา
6 อุดมศึกษา แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ต่ำกว่าปริญญา และ ปริญญา 
7 การศึกษาภาคบังคับ คือ ป.1 - ม.3 

สรุปให้ชัดเข้าไปอีกนิด ระดับการศึกษา

1 ป 1 - ป.6    เรียกว่า  ระดับประถมศึกษา
2 ม.1 - ม.3   เรียกว่า  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
3 ม.4 - ม.6   เรียกว่า  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (สายสามัญ)
4 ปวช.1 - ปวช.3 เรียกว่า ระดับอาชีวศึกษา (สายอาชีพ)
5 ปวส.,อนุปริญญา,ปริญญาตรี โท,เอก เรียกว่า ระดับอุดมศึกษา




24 ก.ค. 2559

สด.9 กับ สด.8 ของ นศท.สำคัญอย่างไร

สด.8 กะ สด.9 เป็นเรื่องที่น่าสับสน จำผิดกันอยู่เสมอ บางคนจบ นศท.ปี 5 แล้ว 
ยังไม่รู้เลยว่า ทหารกองหนุนถือใบ สด.อะไรไว้ที่ตัวเอง

เอาล่ะ มาทำความเข้าใจกันเลย
สด.9 (ใบสำคัญทหารกองเกิน) เป็นเอกสารที่สัสดีอำเภอออกให้กับ ชายไทย 
ที่ได้ไปลงบัญชีทหารกองเกิน ตอนอายุครบ ๑๗ ปี  เมื่อได้มาแล้วต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี 
อย่าให้สูญหาย ยับ ฉีกขาดชำรุด เป็นอันขาดนะครับ ใบ สด. ๙ จะต้องใช้อีกครั้งเมื่อ
ขึ้นทะเบียนและนำปลด ตอนฝึก/ศึกษาในชัั้นปีที่ ๓ ประมาณเดือน ต.ค. - พ.ย.
ในปีการศึกษานั้น 








**ภาพตัวอย่าง สด.9 หน้าตาหล่อประมาณนี้นะ ** 

  




การขึ้นทะเบียนทหารกองประจำการ และนำปลดเป็นทหารกองหนุน
โดยปกติ ครูฝึกจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน เพื่อให้ นศท.ได้เตรียมเอกสาร
การขึ้นทะเบียนและนำปลด ก็ขอให้เตรียมการแต่เนิ่นๆ บางอย่าทาง รร.เตรียมไว้ให้ 
บางอย่าง นศท.ต้องหาเตรียมด้วยตนเอง 
เอกสารที่ต้องใช้ในการขึ้นทะเบียนและนำปลด มีดังต่อไปนี้

1 รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว เครื่องแบบ นศท.จำนวน 2 รูป 
(รูปหน้าตรง ไม่สวมหมวก ไม่สวมแว่นตา ต้องถ่ายจากร้านถ่ายรูปมาตรฐานเท่านั้น 
ต้องบอกให้ละเอียดแบบนี้ เพราะมีคนฉลาดแหกกฎเป็นประจำ)

2.ใบสำคัญทหารกองเกิน(สด.9) ฉบับจริง 1 ฉบับ 
(ไม่มี สด.9 ตัวจริง ขึ้นทะเบียนนำปลดไม่ได้ เรียน นศท 3 ปี เหนื่อยเปล่า)

3.สำเนาใบสำคัญทหารกองเกิน (สด.9) 2 ฉบับ

(ทุกคนต้องมีสำเนามาด้วย 2 ฉบับ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ลงนามรับรองสำเนา แล้วส่งคืนให้กับ นศท.
ใช้เป็นหลักฐานในการสมัครสอบเข้า รร.ทหาร หรือใช้สมัครเรียนต่อในชั้นปีที่ 4 หรือใช้แสดงตนว่า
ได้ลงทะเบียนทหารกองเกินแล้ว)

4.หนังสือรับรองว่ากำลังศึกษาชั้น ม.6 หรือ ปวช. ฉบับจริง 1 ฉบับ

(ข้อนี้ รร.เป็นผู้ออกให้ อาจจะต้องใช้รูปถ่ายด้วย)

5.สำเนาหนังสือรับรองว่ากำลังศึกษา 2 ฉบับ

(จากข้อ 4 ถ่ายสำเนาอีก 2 ฉบับ)

6.สำเนาทะเบียนบ้านของ นศท. 2 ฉบับ

7.สำเนาทะเบียนบ้านบิดา 2 ฉบับ ของมารดา 2 ฉบับ


8.เอกสารหลักฐานอื่น ๆ ถ้ามี เช่น หนังสือเปลี่ยนชื่อสกุล นศท. หรือของบิดา-มารดา เป็นต้น 

อย่างละ 2 ฉบับ

9 ปากกาลูกลื่นสีน้ำเงิน คนละ 1 ด้าม เพราะทุกคนต้องเขียนเอกสารพร้อมกัน

(ห้ามใช้ปากกาเคมี ปากกาหมึกซึมโดยเด็ดขาด)

เมื่อถึงวันที่กำหนดขึ้นทะเบียนและนำปลด เอกสารหลักฐานทุกอย่างต้องครบ และ นศท.(ชาย)
ทุกคนต้องกรอกเอกสารด้วยลายมือของตนเอง เช่น แบบฟอร์ม สด.3,ประวัติทหารบก ,
สมุดประจำตัวทหารกองหนุน เป็นต้น พร้อมทั้งวัดรอบอก ชั้งน้ำหนัก วัดส่วนสูง 
เอกสารทั้งหมด ยกเว้นเฉพาะสำเนา สด.9 ถูกเย็บรวมเข้าด้วยกัน 
เป็นเอกสารการขึ้นทะเบียนและนำปลด  ส่วนสำเนา สด.9 จะส่งคืนให้กับ นศท.

จะเห็นได้ว่า สด.9 ฉบับจริง จะไม่อยู่กับ นศท.อีกต่อไป เพราะเป็นส่วนหนึ่งของ
การขึ้นทะเบียนและนำปลดไปแล้ว เอกสารนำปลดฯทั้งหมดจะถูกนำมาคัดแยกเป็น
จังหวัดและอำเภอ เพ่ื่อจัดส่งไปยัง จังหวัดต่างๆ ตามภูมิลำเนาของ นศท.
เพื่อให้ผู้ว่าราชการ และสัสดีจังหวัด ลงนาม 

ขั้นตอนในการดำเนินการต้องใช้เวลานานพอสมควรเพราะ
1 รอให้ นศท.จบการศึกษาในสายสามัญ หรือสายอาชีพ ต้องรอถึงเดือน มี.ค.ในปีถัดไป
2 รอให้ นศท.สอบภาคปฎิบัติ สอบภาคทฤษฎี (เดือน ธ.ค.)
3 รอให้ นศท.ผ่านการฝึกภาคสนาม (ม.ค. - มี.ค.ในปีถัดไป)

คนที่ผ่านครบทั้ง 3 ขั้นตอนดังกล่าว ถือว่า สำเร็จการฝึกชั้นปีที่ 3 ได้รับการขึ้นทะเบียน
เป็นทหารกองประจำการ และปลดเป็นทหารกองหนุน อย่างเต็มภาคภูมิ 
และถูกต้องตามกฎหมาย ทางราชการจะออกหนังสือให้เล่มหนึ่งเรียกว่า 
สมุดประจำตัวทหารกองหนุน (สด.8) ไว้ให้เป็นหลักฐานว่า ได้ผ่านการเป็นทหาร 
และปลดเป็นทหารกองหนุนเรียบร้อยแล้ว 







** สด.8 ของ ทบ.,ทร.,ทอ.**





ฉะนั้น สมุดประตัวทหารกองหนุน(สด.8)จะเป็นเอกสารทางทหารแทนที่ สด.9 
แล้วจะต้องใช้เป็นหลักฐานยืนยันการเป็นทหารต่อไปอีกอย่างน้อย 23 ปี 
หรือเมื่อ นศท.มีอายุครบ  46 ปีบริบูรณ์ ถึงจะพ้นหน้าที่ทหารกองหนุน นะครับ

ตามที่กล่าวไว้ว่า นศท.จบการศึกษาในสายสามัญ หรือสายอาชีพในเดือน มี.ค.ของปีถัดไป 
ตามกฎของกระทรางศึกษาธิการ  ส่วนการจบ นศท.ชั้นปีที่3 ตามระเบียบของหน่วยบัญชาการ
รักษาดินแดน ให้จบในเดือน พ.ค.ของปีถัดไป  ผู้ที่จบหรือสำเร็จการฝึกชั้นปีที่ 3 
จะได้รับ "หนังสือสำคัญประจำตัวแสดงวิทยะฐานะสำเร็จการฝึกวิชาทหารชั้นปีทีี่ 3" (ใบจบ)







** ตัวอย่าง ใบจบ หน้าตาไม่ค่อยหล่อ **






ผู้ที่สำเร็จการฝึกชั้นปีที่ 3 จะได้รับใบจบประมาณเดือน ส.ค.ของปีถัดไป

สงสัยนานแล้ว สด.8 รับเมื่อไหร่ รับที่ไหนล่ะ
ขอตอบโดยยกตัวอย่างของรุ่นปี 59 ซะเลย
นศท.ชั้นปีที่ 3 ปีการศึกษา 59 เริ่มฝึก ตั้งแต่ มิ.ย.59 จนถึงภาคสนามก็ มี.ค.60
จะได้รับใบจบประมาณ ส.ค.60 
จะได้รับ สด.8 ประมาณ ม.ค.61

ใบจบไปรับด้วยตนเองที่ ศูนย์การฝึก นศท.มทบ.ที่เราฝึก
สด.8 ไปรับด้วยตนเองที่สัสดีอำเภอ (ที่ลงทะเบียนทหารกองเกิน ตอนอายุ 17 ปี)
และอย่าลืม นำใบจบไปยืนยันให้สัสดีได้เห็นด้วย 

สรุปว่า 
อายุ 17 ถือ สด.9
จบปี 3 แล้ว ถือ สด.8 
อายุ 46 ปี ปล่อยวาง  


21 ก.ค. 2559

7 สิงหาคม มาตามนัด














อย่าผิดคำสัญญานะครับ  รับ ไม่รับ  แล้วแต่ดุลยพินิจ  7 สิงหา มาตามนัด

บัตร ATM ระบบซิป ไปถึงไหนแล้ว

บัตร ATM ระบบซิป ไปถึงไหนแล้ว

ตั้งแต่  16 พฤษภาคม 59  ถือเป็นวันแรกที่ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย 
มีผลบังคับใช้ ส่งผลให้บัตรเอทีเอ็ม -บัตรเดบิตที่ออกใหม่จะต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบชิป 
ตามมาตรฐาน EMV แทนระบบแถบแม่เหล็กอย่างในปัจจุบัน  
(ส่วนลูกค้าเดิม ที่ใช้บัตรแถบแม่เหล็กแบบเดิมยังใช้ต่อไปได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562)














ผมได้แอบไปสำรวจ ในหลายๆธนาคาร เพื่อหาคำตอบว่า แต่ละธนาคารพร้อมแค่ไหน
ที่จะปฏิบัติตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารไหนคิดค่าเปลี่ยนบัตรเท่าไหร่ 
โดยสำรวจจากเว็บไซต์และ Facebook ของธนาคารต่างๆ เน้นประเด็นเรื่องวันที่เริ่มให้บริการ
และค่าธรรมเนียมของบัตรแบบใหม่ ได้ข้อมูลมาหลายธนาคารครับ 

..........................

ธนาคารกรุงเทพ (BBL)













ธนาคารกรุงเทพ ถือเป็นธนาคารแห่งแรกในไทยที่นำระบบชิป EMV มาใช้ตั้งแต่ปี 2552 
ปัจจุบันบัตรเดบิตของธนาคารกรุงเทพ เป็นบัตรแบบชิปทั้งหมดแล้ว 
(บัตรระดับพื้นฐานสุดคือ Be1st) ส่วนบัตรเอทีเอ็มแบบเดิม 
(บัวหลวงเอทีเอ็มและบัวหลวงพรีเมียร์) ที่เป็นแถบแม่เหล็กยังใช้งานได้ถึงปี 2562 
โดยผู้ใช้บัตรสามารถเปลี่ยนมาเป็นระบบชิปได้ฟรี
ส่วนคนที่ทำบัตรใหม่ จ่ายค่าธรรมเนียมแรกเข้า 100 บาท ค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาท
...........................................

ธนาคารกรุงไทย (KTB)











ธ.กรุงไทย เริ่มออกบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตแบบชิป 16 พฤษภาคม 2559
ยังไม่พบอัตราค่าธรรมเนียมของบัตรแบบชิป 
บัตรเก่ามีค่าแรกเข้า 100 บาท, ค่าธรรมเนียมรายปี 180 บาท
บัตรแบบเดิมใช้ได้ถึง สิ้นปี 2562
ไม่มีข้อมูลว่า เปลี่ยนบัตรต้องจ่ายค่าธรรมเนียมหรือไม่

..............................

ธนาคารกสิกรไทย (K Bank)
 
   










ธนาคารกสิกรไทย เริ่มให้บริการบัตรแบบชิปเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2559
ตู้เอทีเอ็มทั่วประเทศ 12,000 เครื่อง กำลังทยอยปรับปรุงให้ใช้บัตรแบบชิป
จากทุกธนาคาร ปัจจุบันมีบัตรแบบชิป 3 แบบคือ K-Debit Card รุ่นพื้นฐาน
K-My Play, K-Max Plus  ทั้งหมดใช้ระบบ PIN 6 หลัก 
บัตร K-Debit Card ค่าธรรมเนียมออกบัตรใหม่/บัตรทดแทน 100 บาท,
ค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาท 
ไม่มีข้อมูลว่า เปลี่ยนบัตรต้องจ่ายค่าธรรมเนียมหรือไม่

...................................


ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)












ของไทยพาณิชย์ เปลี่ยนจากบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตแบบเดิม 
เป็นบัตรแบบใหม่ที่เรียกว่า  S Smart เริ่ม 14 พฤษภาคม 2559 
เปลี่ยนฟรี จนถึง 31 ก.ค.59
ค่าธรรมเนียมออกบัตรใหม่ 100 บาทค่าธรรมเนียมรายปี 300 บาท 

...............................................

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (Krungsri)












เริ่มให้บริการบัตรแบบชิปวันนี้ (16 พฤษภาคม 2559)
ค่าธรรมเนียมออกบัตรใหม่ 480 บาท ต่อ 3 ปี
ค่าธรรมเนียมออกบัตรทดแทน 100 บาท, ค่าธรรมเนียมรายปี ไม่มี
ไม่มีข้อมูลว่า เปลี่ยนบัตรต้องจ่ายค่าธรรมเนียมหรือไม่


...........................

ธนาคารออมสิน (GSB)











ออมสินแจ้งว่า เปลี่ยนบัตรใหม่ ฟรีค่าธรรมเนียม จ่ายรายปี 200 บาท 
ทำบัตรใหม่ ค่าธรรมเนียมแรกเข้า 100 บาท  รายปี 200 บาท
บัตรแบบเก่าใช้ได้ถึง สิ้นปี 2562
.......................................

ธนาคาร TMB











จากเว็บไซต์ของธนาคาร บริการด้านบัตรในปัจจุบัน เป็นบัตรแบบมีชิปหมดแล้ว
บัตรขั้นพื้นฐาน  บัตร ทีเอ็มบี โซ สมาร์ท แบบมีชิป ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า 
และไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี 

....................................................
ธนาคารธนชาติ













เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 ถือเป็นธนาคารแรกที่ออกมาประกาศเรื่องนี้
ค่าออกบัตรใหม่ 100 บาท ค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาท
...........................................

CIMB Thai









บัตรเดบิต CIMB Thai รองรับเทคโนโลยีชิป EMV และ PIN 6 หลักแล้ว
ค่าออกบัตรใหม่ 100 บาท (ยกเว้นให้ฟรีถึงสิ้นปี 2559) ค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาท

..................................

ใครถือบัตร ATM แบบเก่าแบงค์ไหน ถ้าเปลี่ยนฟรีก็ควรเปลี่ยนนะครับ 
เพราะแบบชิปปลอดภัยจากแก็งสกิมเมอร์แน่นอน บัตรแถบแม่เหล็กแบบเก่าของทุกธนาคาร 
ยังใช้ได้จนถึง สิ้นปี 2562 ซึ่งเป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย